ทำไมลูกค้าองค์กรเลือกที่ปรึกษาความเสี่ยง มากกว่าคนขายประกัน

16 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทำไมลูกค้าองค์กรเลือกที่ปรึกษาความเสี่ยง มากกว่าคนขายประกัน

“คนขายประกัน” กับ “ที่ปรึกษาความเสี่ยง” ต่างกันอย่างไร
คนขายประกันมักเริ่มต้นการสนทนาด้วยคำถามว่า “ลูกค้าต้องการทำประกันอะไร” แต่ที่ปรึกษาความเสี่ยงจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
“ธุรกิจของลูกค้ามีโอกาสเสียหายจากอะไร และความเสียหายนั้นจะกระทบต่อธุรกิจมากเพียงใด”
 

ทำไมลูกค้าองค์กรจึงต้องการที่ปรึกษามากขึ้น
1. ความเสี่ยงของธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้น
   ธุรกิจหนึ่งแห่งอาจเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน เช่น

  • อาคาร เครื่องจักร และสต๊อกสินค้าเสียหาย
  • ธุรกิจหยุดชะงักหลังเกิดเหตุ
  • สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง
  • บุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย
  • ผลิตภัณฑ์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภค
  • ระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลถูกโจมตี
  • ผู้บริหารถูกเรียกร้องจากการตัดสินใจในการบริหาร
  • พนักงานได้รับอุบัติเหตุจากการทำงาน

การซื้อประกันแยกเป็นรายกรมธรรม์โดยไม่มีภาพรวม อาจทำให้เกิดความคุ้มครองซ้ำซ้อน เกิดช่องว่าง หรือมีวงเงินไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง
ที่ปรึกษาความเสี่ยงจึงต้องมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างทรัพย์สิน การดำเนินงาน บุคลากร คู่ค้า ลูกค้า และความรับผิดตามกฎหมายของกิจการ

2. ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบราคาได้ง่ายขึ้น
     ในยุคดิจิทัล ลูกค้าสามารถขอใบเสนอราคาจากหลายแห่งได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ “ราคา” กลายเป็นสิ่งที่ถูกเปรียบเทียบได้ง่าย
     แต่สิ่งที่เปรียบเทียบได้ยากกว่าคือ

  • คุณภาพของคำแนะนำ
  • ความเข้าใจในธุรกิจ
  • ความถูกต้องของทุนประกัน
  • การวิเคราะห์ข้อยกเว้น
  • ความสามารถในการออกแบบความคุ้มครอง
  • ประสบการณ์ด้านการประสานงานสินไหม

เมื่อลูกค้าสามารถเข้าถึงราคาได้จากหลายช่องทาง นายหน้าประกันภัยจึงต้องสร้างคุณค่าที่มากกว่าใบเสนอราคา

 3. ความผิดพลาดด้านประกันภัยอาจกระทบธุรกิจอย่างรุนแรง
     ปัญหาของประกันภัยองค์กรหลายกรณีไม่ได้เกิดจากการไม่มีกรมธรรม์ แต่เกิดจากการมีกรมธรรม์ที่ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงจริง เช่น

  • ทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สิน
  • ระบุลักษณะกิจการไม่ครบถ้วน
  • ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงความเสี่ยง
  • ไม่มีความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก
  • วงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไม่เพียงพอ
  • ไม่มีความคุ้มครองสินค้าระหว่างขนส่ง
  • เข้าใจว่ากรมธรรม์คุ้มครองทุกเหตุการณ์
  • ไม่ได้ตรวจสอบข้อยกเว้นและเงื่อนไขรับประกันภัย

ที่ปรึกษาที่มีความรู้จะช่วยให้ลูกค้าเห็นปัญหาเหล่านี้ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่เพิ่งมาพบเมื่อยื่นเรียกร้องค่าสินไหมแล้ว

ที่ปรึกษาความเสี่ยงที่ดีควรทำอะไรให้ลูกค้า
วิเคราะห์กิจการก่อนเสนอกรมธรรม์
การให้คำปรึกษาควรเริ่มจากการทำความเข้าใจธุรกิจ เช่น

  • กิจการทำอะไร
  • มีรายได้จากส่วนใด
  • ทรัพย์สินสำคัญอยู่ที่ไหน
  • ใช้วัตถุดิบหรือกระบวนการผลิตแบบใด
  • มีระบบป้องกันอัคคีภัยหรือไม่
  • พึ่งพาผู้ขายหรือลูกค้ารายสำคัญเพียงใด
  • มีการนำเข้า ส่งออก หรือขนส่งสินค้าอย่างไร
  • มีบุคคลภายนอกเข้ามาในสถานประกอบการหรือไม่
  • สินค้าหรือบริการอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ใครบ้าง

หากยังไม่เข้าใจธุรกิจ การเสนอประกันภัยก็อาจเป็นเพียงการเลือกผลิตภัณฑ์จากรายการที่มีอยู่ โดยไม่ได้ออกแบบจากความเสี่ยงของลูกค้าอย่างแท้จริง

ตรวจสอบกรมธรรม์เดิมและค้นหาช่องว่าง
ที่ปรึกษาควรช่วยลูกค้าตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. ทุนประกันภัยเพียงพอหรือไม่
  2. ขอบเขตความคุ้มครองตรงกับกิจกรรมของธุรกิจหรือไม่
  3. มีความคุ้มครองใดขาดหายหรือซ้ำซ้อนหรือไม่
  4. ค่าเสียหายส่วนแรกเหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงหรือไม่
  5. ข้อยกเว้นสำคัญอาจกระทบต่อการเรียกร้องค่าสินไหมหรือไม่

เป้าหมายไม่ใช่การเพิ่มจำนวนกรมธรรม์ แต่คือการจัดโครงสร้างความคุ้มครองให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและงบประมาณของลูกค้า

อธิบายสิ่งที่ “ไม่คุ้มครอง” อย่างตรงไปตรงมา
มืออาชีพไม่ได้อธิบายเฉพาะสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ แต่ต้องอธิบายข้อจำกัด เงื่อนไข และข้อยกเว้นที่ลูกค้าควรรู้ด้วย
เพราะความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการบอกว่ากรมธรรม์ดีเพียงใด
แต่เกิดจากการทำให้ลูกค้าเข้าใจอย่างถูกต้องว่า

  • เหตุการณ์ใดคุ้มครอง
  • เหตุการณ์ใดไม่คุ้มครอง
  • ลูกค้าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอะไร
  • เมื่อเกิดเหตุควรดำเนินการอย่างไร
  • ต้องเตรียมเอกสารหรือหลักฐานใดบ้าง

ความตรงไปตรงมาช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระยะยาว

ทบทวนแผนเมื่อธุรกิจเปลี่ยนแปลง
ความเสี่ยงของธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่กับที่

กิจการอาจมีการขยายโรงงาน เพิ่มเครื่องจักร เปิดคลังสินค้าใหม่ เพิ่มยอดขาย เปลี่ยนสินค้า เพิ่มเส้นทางขนส่ง หรือเริ่มส่งออกไปต่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อทุนประกัน ลักษณะความเสี่ยง เงื่อนไขรับประกันภัย และประเภทกรมธรรม์ที่ควรมี

ที่ปรึกษาจึงควรทบทวนข้อมูลกับลูกค้าเป็นระยะ ไม่ใช่เพียงนำกรมธรรม์เดิมมาต่ออายุโดยเปลี่ยนเฉพาะวันที่และเบี้ยประกันภัย

การแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวไม่ยั่งยืน
ราคามีความสำคัญ แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นคำตอบเดียวในการขายประกันภัยองค์กร
หากนายหน้าแข่งขันด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นคือ

  • ลูกค้าเปลี่ยนผู้ให้บริการเมื่อพบราคาที่ต่ำกว่า
  • ทีมขายต้องลดรายได้เพื่อรักษางาน
  • ไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการพัฒนาบุคลากร
  • คุณภาพการบริการและการติดตามงานลดลง
  • ตลาดมองกรมธรรม์เป็นสินค้าที่เหมือนกันทั้งหมด
  • ลูกค้าไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับความเสี่ยง

ในทางกลับกัน หากนายหน้าสร้างความแตกต่างด้วยความเชี่ยวชาญ ลูกค้าจะไม่ได้เปรียบเทียบเฉพาะตัวเลขเบี้ยประกัน แต่จะพิจารณาถึงคุณภาพของการวิเคราะห์ การออกแบบความคุ้มครอง และการดูแลเมื่อเกิดเหตุ

ราคาอาจช่วยให้เราได้รับโอกาสเสนอขาย
แต่ความรู้และความน่าเชื่อถือทำให้ลูกค้าเลือกอยู่กับเรา
ทักษะสำคัญของนายหน้าประกันภัยยุคใหม่
สมาคมนายหน้าประกันภัยไทยประกาศทิศทางการพัฒนานายหน้าสู่บทบาทที่ปรึกษาบริหารความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ความเสี่ยงของลูกค้า และการออกแบบความคุ้มครอง พร้อมเสนอแนวทางพัฒนาทักษะหลายระดับ ตั้งแต่ Foundation, Advisory ไปจนถึง Specialist งกล่าวสะท้อนว่า นายหน้าประกันภัยยุคใหม่ควรมีทักษะอย่างน้อย 6 ด้าน

1. ความรู้ด้านกรมธรรม์
ต้องเข้าใจความคุ้มครอง เงื่อนไข ข้อยกเว้น ส่วนขยาย และค่าเสียหายส่วนแรก ไม่ใช่จดจำเพียงชื่อผลิตภัณฑ์หรือวงเงินสูงสุด

2. ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจลูกค้า
นายหน้าที่ดูแลโรงงาน ร้านอาหาร ผู้รับเหมา โรงพยาบาล บริษัทขนส่ง หรือผู้ส่งออก ควรเข้าใจความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม

3. การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง
ต้องสามารถตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล และแยกความเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง ลด โอน หรือรับไว้เอง

4. การออกแบบโครงสร้างประกันภัย
ไม่ใช่เสนอทุกกรมธรรม์ที่มี แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญและเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับขนาดธุรกิจ ความรุนแรงของความเสียหาย และงบประมาณ

5. การสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
เงื่อนไขประกันภัยมีศัพท์เฉพาะและรายละเอียดจำนวนมาก ที่ปรึกษาที่ดีต้องแปลภาษากรมธรรม์ให้เป็นภาษาธุรกิจที่ผู้บริหารเข้าใจและนำไปตัดสินใจได้

6. การจัดการและประสานงานสินไหม
ช่วงเวลาที่ลูกค้าเห็นคุณค่าของนายหน้าชัดที่สุดคือเมื่อเกิดเหตุ การให้คำแนะนำตั้งแต่การแจ้งเหตุ การลดความเสียหาย การรวบรวมเอกสาร และการประสานงานกับบริษัทประกันภัย จึงเป็นส่วนสำคัญของบริการ
การจัดอบรมลูกค้าองค์กรคือโอกาสสร้างคุณค่ารูปแบบใหม่
นายหน้าประกันภัยไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกค้าขอใบเสนอราคาจึงเริ่มต้นความสัมพันธ์

การจัดอบรมหรือให้ความรู้แก่ลูกค้าองค์กรสามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่นก่อนเข้าสู่กระบวนการขาย เช่น

การตรวจสอบความเสี่ยงอัคคีภัยในโรงงาน
การกำหนดทุนประกันภัยอย่างถูกต้อง
การเตรียมเอกสารเมื่อเกิดความเสียหาย
ความรับผิดของนายจ้างและผู้ประกอบการ
ความเสี่ยงจากสินค้าและผลิตภัณฑ์
การป้องกันความเสียหายระหว่างขนส่ง
การวางแผนธุรกิจต่อเนื่องหลังเกิดภัย
บทบาทของผู้บริหารในการบริหารความเสี่ยง
กิจกรรมลักษณะนี้ช่วยเปลี่ยนภาพจำของนายหน้าจากผู้ที่เข้ามาเสนอขายปีละครั้ง ให้กลายเป็นผู้ที่ช่วยเพิ่มความรู้ ลดความเสียหาย และสนับสนุนการตัดสินใจขององค์กร
ผู้บริหารโบรกเกอร์ควรเริ่มต้นอย่างไร
การสร้างทีมที่ปรึกษาความเสี่ยงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว

ผู้บริหารควรวางระบบพัฒนาทีมอย่างเป็นขั้นตอน ได้แก่

กำหนดมาตรฐานความรู้
แบ่งระดับความรู้ตามประสบการณ์และกลุ่มลูกค้า เช่น ระดับพื้นฐาน ระดับที่ปรึกษา และระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

สร้างฐานความรู้กลางขององค์กร
รวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างกรมธรรม์ แบบสำรวจความเสี่ยง กรณีศึกษา และแนวทางการวิเคราะห์ เพื่อให้ทีมใช้มาตรฐานเดียวกัน

ฝึกวิเคราะห์จากกรณีจริง
การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพควรให้ทีมฝึกอ่านกรมธรรม์ เปรียบเทียบข้อเสนอ วิเคราะห์สถานประกอบการ และนำเสนอแนวทางแก้ไขจากกรณีจริง

แยกการวัดผลออกจากยอดขายเพียงอย่างเดียว
ควรประเมินคุณภาพการเก็บข้อมูล ความถูกต้องของคำแนะนำ การรักษาลูกค้า และความพึงพอใจหลังการขายร่วมด้วย

สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยง กฎหมาย เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ประกันภัยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การอบรมจึงไม่ควรเป็นกิจกรรมเฉพาะช่วงต่อใบอนุญาต แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำ
จากผู้เสนอราคา สู่พันธมิตรด้านความเสี่ยงของธุรกิจ
แนวโน้มการยกระดับมาตรฐานบุคลากรในอุตสาหกรรมประกันภัยกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ความรู้และความเชี่ยวชาญจะกลายเป็นปัจจัยแข่งขันที่สำคัญยิ่งขึ้น

สมาคมนายหน้าประกันภัยไทยระบุภารกิจด้านการพัฒนาความรู้และวิชาชีพ ผ่านหลักสูตรและเวิร์กช็อปด้านเทคนิคประกันภัยและทักษะทางธุรกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการของนายหน้าประกันภัย นายหน้าประกันภัยที่ต้องการเติบโตในตลาดองค์กรควรหยุดถามเพียงว่า

“เราจะขายกรมธรรม์อะไรให้ลูกค้า”

และเริ่มถามว่า

“เราจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและจัดการความเสี่ยงของธุรกิจได้ดีขึ้นอย่างไร”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงคนส่งใบเสนอราคา

แต่ต้องการคนที่สามารถช่วยมองเห็นความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ออกแบบความคุ้มครองให้เหมาะสม และยืนอยู่ข้างลูกค้าในวันที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความเสียหาย


 
Asinlife กับบทบาทที่ปรึกษาด้านประกันภัยและความเสี่ยง
Asinlife ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจธุรกิจของลูกค้าก่อนนำเสนอประกันภัย เพื่อช่วยพิจารณาความเสี่ยง ตรวจสอบช่องว่างของความคุ้มครอง และจัดโครงสร้างกรมธรรม์ให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ

บริการสามารถครอบคลุมการพิจารณาความเสี่ยงด้านต่าง ๆ เช่น

ประกันอัคคีภัยและทรัพย์สิน
ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด
ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ประกันภัยเครื่องจักรและงานวิศวกรรม
ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
ประกันภัยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์
ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและผู้บริหาร
ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มและความเสี่ยงของบุคลากร
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำให้ธุรกิจ “มีประกัน”

แต่คือการช่วยให้ธุรกิจมีความคุ้มครองที่สอดคล้องกับความเสี่ยง เข้าใจเงื่อนไขอย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมก่อนวันที่เหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น

เพราะกรมธรรม์ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากราคาที่ถูกที่สุด
แต่เริ่มจากความเข้าใจความเสี่ยงที่ถูกต้องที่สุด

Insure Minute | @Asinlife
เตรียมพร้อม…ในวันที่ไม่พร้อม

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้