ภัยที่ไร้ตัวคน เมื่อความละเลยและระบบที่ล้มเหลว กลายเป็นเชื้อเพลิงของโศกนาฏกรรม ภัยบางอย่างมองเห็นได้ชัดเจน เช่น เปลวไฟ ควัน หรืออาคารที่ได้รับความเสียหาย แต่ภัยที่อันตรายกว่านั้น อาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา คือ ความละเลยที่สะสม การตรวจสอบที่ไม่ทั่วถึง ระบบความปลอดภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนมากกว่าชีวิตของผู้คน เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน เหตุการณ์ที่ควรควบคุมได้อาจพัฒนาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ |
โศกนาฏกรรมไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เกิดไฟไหม้ เหตุเพลิงไหม้จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากความผิดปกติที่ถูกปล่อยผ่านมานาน เช่น
- ระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ
- อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยที่ชำรุดหรือใช้งานไม่ได้
- ทางหนีไฟที่ถูกปิดกั้น
- วัสดุตกแต่งที่ลุกไหม้หรือก่อควันได้ง่าย
- การรับผู้ใช้บริการเกินความสามารถของสถานที่
- พนักงานไม่มีความรู้เรื่องการอพยพและเหตุฉุกเฉิน
- การเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยงใหม่
ความผิดปกติแต่ละเรื่องอาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมและเชื่อมโยงกัน ก็สามารถทำให้เหตุการณ์หนึ่งรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้ |
ความละเลยของผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจมีหน้าที่มากกว่าการทำให้กิจการสร้างรายได้ สถานประกอบการที่เปิดรับประชาชนต้องดูแลความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง การลงทุนด้านความปลอดภัยจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เช่น
- ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
- ถังดับเพลิงและระบบดับเพลิงอัตโนมัติ
- ประตูและเส้นทางหนีไฟ
- ไฟสำรองและป้ายทางออก
- การตรวจสอบระบบไฟฟ้า
- การฝึกซ้อมอพยพ
- การบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
เมื่อผู้ประกอบการรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังเลือกเพิกเฉยหรือเลื่อนการแก้ไข ความเสี่ยงนั้นไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกส่งต่อให้ลูกค้า พนักงาน และสังคมเป็นผู้รับผลกระทบแทน |
ระบบที่ล้มเหลว ความปลอดภัยไม่ควรขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของเจ้าของธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีระบบกำกับดูแลที่ทำงานได้จริง ตั้งแต่การอนุญาตก่อสร้าง การตรวจสอบการใช้อาคาร การออกใบอนุญาตประกอบกิจการ ไปจนถึงการตรวจติดตามหลังเปิดดำเนินงาน ระบบอาจล้มเหลวได้เมื่อ
- ตรวจสอบเพียงเอกสาร แต่ไม่ตรวจสภาพจริง
- ตรวจพบข้อบกพร่อง แต่ไม่มีการสั่งแก้ไขอย่างจริงจัง
- หลายหน่วยงานรับผิดชอบซ้ำซ้อน แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบหลัก
- ข้อมูลการอนุญาตไม่เชื่อมโยงกัน
- การบังคับใช้กฎหมายไม่ต่อเนื่อง
- มาตรฐานบนกระดาษไม่ตรงกับการใช้งานจริง
เมื่อการตรวจสอบกลายเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการ อาคารหรือกิจการที่มีความเสี่ยงก็อาจดำเนินงานต่อได้จนเกิดความสูญเสีย |
กฎหมายมีอยู่ แต่ต้องถูกบังคับใช้ ประเทศไทยมีกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหลายฉบับ เช่น
- กฎหมายควบคุมอาคาร
- กฎหมายสถานบริการ
- กฎหมายสาธารณสุข
- กฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน
- กฎกระทรวงด้านระบบป้องกันอัคคีภัย
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เรื่องความรับผิดฐานละเมิด
- กฎหมายอาญาในกรณีการกระทำโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือได้รับอันตราย
ปัญหาจึงอาจไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมาย แต่เกิดจากการที่กฎหมายไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ครบถ้วน ต่อเนื่อง และทันต่อความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ความรับผิดของบุคคลหรือหน่วยงานใด ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ผลการสอบสวน และคำวินิจฉัยตามกฎหมายในแต่ละกรณี |
ใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย เมื่อเกิดเหตุร้าย อาจมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น
- เจ้าของกิจการ
- ผู้บริหารหรือผู้จัดการสถานที่
- เจ้าของอาคาร
- ผู้เช่าอาคาร
- ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือตกแต่ง
- วิศวกรหรือผู้ควบคุมงาน
- ผู้ติดตั้งระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอัคคีภัย
- หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและอนุญาต
ความรับผิดอาจแตกต่างกันตามหน้าที่ การกระทำ และระดับของความประมาทของแต่ละฝ่าย ดังนั้น การหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่เพียงจุดกำเนิดไฟ แต่ต้องตรวจสอบทั้งระบบว่าเหตุใดเพลิงจึงลุกลาม เหตุใดผู้คนจึงหนีออกไม่ได้ และเหตุใดมาตรการที่ควรทำงานกลับไม่สามารถป้องกันความสูญเสียได้ |
ประกันภัยช่วยเยียวยา แต่ไม่สามารถทดแทนความปลอดภัย ประกันภัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดผลกระทบทางการเงิน เช่น
ประกันอัคคีภัย หรือ IAR คุ้มครองความเสียหายต่ออาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ สต๊อกสินค้า และทรัพย์สินตามเงื่อนไขกรมธรรม์
Business Interruption ช่วยรองรับการสูญเสียรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เมื่อธุรกิจต้องหยุดดำเนินงานจากเหตุที่ได้รับความคุ้มครอง
Public Liability รองรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอก หากผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องชดใช้ตามกฎหมาย
ความคุ้มครองลูกจ้าง เกี่ยวข้องกับกองทุนเงินทดแทน ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม หรือ Employer’s Liability ตามลักษณะความเสียหายและเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์
อย่างไรก็ตาม ประกันภัยไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย และไม่สามารถนำชีวิตที่สูญเสียกลับคืนมาได้ |
สิ่งที่ทุกธุรกิจควรทบทวน ผู้ประกอบการไม่ควรรอให้เกิดเหตุก่อนจึงเริ่มตรวจสอบความเสี่ยง ควรทบทวนอย่างน้อยว่า
- อาคารถูกใช้ตรงตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
- จำนวนผู้ใช้บริการเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่
- ระบบไฟฟ้าและระบบดับเพลิงได้รับการตรวจเมื่อใด
- ทางหนีไฟเปิดใช้งานได้จริงหรือไม่
- พนักงานรู้วิธีแจ้งเหตุและอพยพหรือไม่
- มีการควบคุมงานที่เกิดประกายไฟหรือไม่
- มีแผนบริหารเหตุฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจหรือไม่
- วงเงินและประเภทประกันภัยเพียงพอกับความเสี่ยงจริงหรือไม่
|
บทสรุป : ภัยที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เปลวไฟ แต่คือ ความละเลยที่ไม่มีใครหยุด ระบบที่ไม่มีใครรับผิดชอบ และความเสี่ยงที่ทุกคนมองเห็นแต่ไม่มีใครลงมือแก้ไข ความปลอดภัยจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ประกอบการ ผู้ควบคุมงาน หน่วยงานรัฐ พนักงาน และผู้เกี่ยวข้องทุกคน โศกนาฏกรรมไม่ควรเป็นราคาที่ต้องจ่าย เพื่อให้เราเริ่มทำในสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก Insure Minute | @Asinlife
|