ภัยที่ไร้ตัวคน

84 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ภัยที่ไร้ตัวคน

ภัยที่ไร้ตัวคน
เมื่อความละเลยและระบบที่ล้มเหลว กลายเป็นเชื้อเพลิงของโศกนาฏกรรม
ภัยบางอย่างมองเห็นได้ชัดเจน เช่น เปลวไฟ ควัน หรืออาคารที่ได้รับความเสียหาย
แต่ภัยที่อันตรายกว่านั้น อาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
คือ ความละเลยที่สะสม การตรวจสอบที่ไม่ทั่วถึง ระบบความปลอดภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนมากกว่าชีวิตของผู้คน
เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน เหตุการณ์ที่ควรควบคุมได้อาจพัฒนาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

โศกนาฏกรรมไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เกิดไฟไหม้
เหตุเพลิงไหม้จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากความผิดปกติที่ถูกปล่อยผ่านมานาน เช่น

  • ระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ
  • อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยที่ชำรุดหรือใช้งานไม่ได้
  • ทางหนีไฟที่ถูกปิดกั้น
  • วัสดุตกแต่งที่ลุกไหม้หรือก่อควันได้ง่าย
  • การรับผู้ใช้บริการเกินความสามารถของสถานที่
  • พนักงานไม่มีความรู้เรื่องการอพยพและเหตุฉุกเฉิน
  • การเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยงใหม่

ความผิดปกติแต่ละเรื่องอาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมและเชื่อมโยงกัน ก็สามารถทำให้เหตุการณ์หนึ่งรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้

ความละเลยของผู้ประกอบการ
เจ้าของธุรกิจมีหน้าที่มากกว่าการทำให้กิจการสร้างรายได้
สถานประกอบการที่เปิดรับประชาชนต้องดูแลความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
การลงทุนด้านความปลอดภัยจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เช่น

  • ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
  • ถังดับเพลิงและระบบดับเพลิงอัตโนมัติ
  • ประตูและเส้นทางหนีไฟ
  • ไฟสำรองและป้ายทางออก
  • การตรวจสอบระบบไฟฟ้า
  • การฝึกซ้อมอพยพ
  • การบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อผู้ประกอบการรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังเลือกเพิกเฉยหรือเลื่อนการแก้ไข ความเสี่ยงนั้นไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกส่งต่อให้ลูกค้า พนักงาน และสังคมเป็นผู้รับผลกระทบแทน

ระบบที่ล้มเหลว
ความปลอดภัยไม่ควรขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของเจ้าของธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว
ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีระบบกำกับดูแลที่ทำงานได้จริง ตั้งแต่การอนุญาตก่อสร้าง การตรวจสอบการใช้อาคาร การออกใบอนุญาตประกอบกิจการ ไปจนถึงการตรวจติดตามหลังเปิดดำเนินงาน
ระบบอาจล้มเหลวได้เมื่อ

  • ตรวจสอบเพียงเอกสาร แต่ไม่ตรวจสภาพจริง
  • ตรวจพบข้อบกพร่อง แต่ไม่มีการสั่งแก้ไขอย่างจริงจัง
  • หลายหน่วยงานรับผิดชอบซ้ำซ้อน แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบหลัก
  • ข้อมูลการอนุญาตไม่เชื่อมโยงกัน
  • การบังคับใช้กฎหมายไม่ต่อเนื่อง
  • มาตรฐานบนกระดาษไม่ตรงกับการใช้งานจริง

เมื่อการตรวจสอบกลายเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการ อาคารหรือกิจการที่มีความเสี่ยงก็อาจดำเนินงานต่อได้จนเกิดความสูญเสีย

กฎหมายมีอยู่ แต่ต้องถูกบังคับใช้
ประเทศไทยมีกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหลายฉบับ เช่น

  • กฎหมายควบคุมอาคาร
  • กฎหมายสถานบริการ
  • กฎหมายสาธารณสุข
  • กฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน
  • กฎกระทรวงด้านระบบป้องกันอัคคีภัย
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เรื่องความรับผิดฐานละเมิด
  • กฎหมายอาญาในกรณีการกระทำโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือได้รับอันตราย

ปัญหาจึงอาจไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมาย แต่เกิดจากการที่กฎหมายไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ครบถ้วน ต่อเนื่อง และทันต่อความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ ความรับผิดของบุคคลหรือหน่วยงานใด ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ผลการสอบสวน และคำวินิจฉัยตามกฎหมายในแต่ละกรณี

 ใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย
เมื่อเกิดเหตุร้าย อาจมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น

  • เจ้าของกิจการ
  • ผู้บริหารหรือผู้จัดการสถานที่
  • เจ้าของอาคาร
  • ผู้เช่าอาคาร
  • ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือตกแต่ง
  • วิศวกรหรือผู้ควบคุมงาน
  • ผู้ติดตั้งระบบไฟฟ้าและระบบป้องกันอัคคีภัย
  • หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและอนุญาต

ความรับผิดอาจแตกต่างกันตามหน้าที่ การกระทำ และระดับของความประมาทของแต่ละฝ่าย
ดังนั้น การหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่เพียงจุดกำเนิดไฟ แต่ต้องตรวจสอบทั้งระบบว่าเหตุใดเพลิงจึงลุกลาม เหตุใดผู้คนจึงหนีออกไม่ได้ และเหตุใดมาตรการที่ควรทำงานกลับไม่สามารถป้องกันความสูญเสียได้

ประกันภัยช่วยเยียวยา แต่ไม่สามารถทดแทนความปลอดภัย
ประกันภัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดผลกระทบทางการเงิน เช่น

ประกันอัคคีภัย หรือ IAR
คุ้มครองความเสียหายต่ออาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ สต๊อกสินค้า และทรัพย์สินตามเงื่อนไขกรมธรรม์

Business Interruption
ช่วยรองรับการสูญเสียรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เมื่อธุรกิจต้องหยุดดำเนินงานจากเหตุที่ได้รับความคุ้มครอง

Public Liability
รองรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอก หากผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องชดใช้ตามกฎหมาย

ความคุ้มครองลูกจ้าง
เกี่ยวข้องกับกองทุนเงินทดแทน ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม หรือ Employer’s Liability ตามลักษณะความเสียหายและเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์

อย่างไรก็ตาม ประกันภัยไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย และไม่สามารถนำชีวิตที่สูญเสียกลับคืนมาได้

สิ่งที่ทุกธุรกิจควรทบทวน
ผู้ประกอบการไม่ควรรอให้เกิดเหตุก่อนจึงเริ่มตรวจสอบความเสี่ยง
ควรทบทวนอย่างน้อยว่า

  • อาคารถูกใช้ตรงตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
  • จำนวนผู้ใช้บริการเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่
  • ระบบไฟฟ้าและระบบดับเพลิงได้รับการตรวจเมื่อใด
  • ทางหนีไฟเปิดใช้งานได้จริงหรือไม่
  • พนักงานรู้วิธีแจ้งเหตุและอพยพหรือไม่
  • มีการควบคุมงานที่เกิดประกายไฟหรือไม่
  • มีแผนบริหารเหตุฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจหรือไม่
  • วงเงินและประเภทประกันภัยเพียงพอกับความเสี่ยงจริงหรือไม่
บทสรุป : ภัยที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เปลวไฟ
แต่คือ ความละเลยที่ไม่มีใครหยุด ระบบที่ไม่มีใครรับผิดชอบ และความเสี่ยงที่ทุกคนมองเห็นแต่ไม่มีใครลงมือแก้ไข
ความปลอดภัยจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ประกอบการ ผู้ควบคุมงาน หน่วยงานรัฐ พนักงาน และผู้เกี่ยวข้องทุกคน
โศกนาฏกรรมไม่ควรเป็นราคาที่ต้องจ่าย เพื่อให้เราเริ่มทำในสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก
Insure Minute | @Asinlife

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้